เมื่อกาแฟไม่ได้มีประโยชน์แค่ทำให้ตื่น: คุณสมบัติยับยั้งการเกิดมะเร็ง และสุคนธบำบัดของกลิ่นกาแฟ

กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่มีประวัติความเป็นมายาวนานมาก นับตั้งแต่ถิ่นกำเนิดในแอฟริกา กระจายผ่านการเผยแผ่ศาสนาอิสลามทั่วดินแดนตะวันออกกลาง กลายเป็นวัฒนธรรมร้านกาแฟ--ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งทางวิทยาศาสตร์และสังคมในยุโรป ตลอดจนเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในปัจจุบัน

หนึ่งใน bioactive compouds ในกาแฟที่เป็นที่รู้จักคือคาเฟอีน (caffeine) คาเฟอีนเป็นสารในกลุ่มอัลคาลอยด์ (alkaloid) มีโครงสร้างคล้ายสารอะดีโนซีน (adenosine) ทำให้สามารถแย่งจับกับ adenosine A1 และ A2A receptor มีผลยับยั้งสารอะดีโนซีน ส่งผลให้ร่างกายหลั่งสารโดปามีนและนอร์อะดรีนาลีน (dopamine and adrenaline) เพิ่มขึ้น เมื่อดื่มกาแฟเข้าไปแล้วจึงเกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพละกำลัง ลดความเหนื่อยล้า รวมไปถึงลดความเหนื่อยและความเจ็บปวด ทั้งระหว่างและหลังการออกกำลังกาย

73D96D9A-882D-47DF-9C54-61CDF09D9BAD.png

กาแฟยังประกอบไปด้วยสารกลุ่ม polyphenol เช่น chlorogenic acid, ferulic acid ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการอักเสบ (anti-inflammatory) ต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ต้านแบคทีเรีย (antimicrobial) และเป็นพรีไบโอติก (prebiotic) โดยสารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟอาจชะลอหรือยับยั้งการเกิดปฏิกิริยา oxidation ช่วยลดความเสียหายของ membrane lipid ที่นำไปสู่ความเสียหายของ DNA และโปรตีน ความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้เป็นปัจจัยให้เกิดโรคเรื้อรังเช่นมะเร็งได้ ดังนั้น สารต้านอนุมูลอิสระจึงมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเกิดมะเร็งด้วย (anticarcinogenic) งานวิจัยช่วงปี 2010-มิถุนายน 2021 ส่วนใหญ่มีผลการวิจัยไปในทางเดียวกัน คือการดื่มกาแฟ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งช่องปาก มะเร็งคอหอย มะเร็งผิวหนังเมลาโนมา มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งจากเซลล์ตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ และมะเร็งสมอง ทั้งนี้ ความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มกาแฟกับการลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งยังคงมีความไม่ชัดเจนในโรคมะเร็งบางชนิด โดยงานวิจัยเสนอว่าความเสี่ยงของโรคมะเร็งที่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญจากการดื่มกาแฟ ได้แก่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งผิวหนังเมลาโนมา และมะเร็งตับ

B98F2985-4380-45FE-81D1-7AE3F352ACBE.png โครงสร้างทางเคมีของ chlorogenic acid

ปริมาณกาแฟที่แนะนำคือไม่เกิน 2-4 แก้วต่อวัน แม้ผลการวิจัยชี้ว่าปริมาณกาแฟที่มากขึ้นแปรผกผันกับความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง แต่การดื่มกาแฟมากเกินไปก็ก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคเส้นเลือดในสมองแตก โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคความดันโลหิตสูง รวมไปถึงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย สารคาเฟอีนในกาแฟลดปริมาณแคลเซียมในร่างกาย ส่งผลให้ความเสี่ยงในการเกิดการหักของกระดูก (fracture) เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณสะโพก ในขณะเดียวกัน สารกลุ่ม polyphenol และ phytate ก็ยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กกับธาตุสังกะสีด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การดื่มกาแฟมากเกินไปในหญิงตั้งครรภ์มีผลเพิ่มอุบัติการณ์การแท้งเฉียบพลัน และแม้ว่าทารกในครรภ์รอดชีวิตได้ ก็มีโอกาสสูงมากที่ทารกนั้นจะมีการเจริญเติบโตในครรภ์ผิดปกติ เช่น มีภาวะปัญญาอ่อน มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย เป็นต้น

นอกจากตัวกาแฟที่เป็นเครื่องดื่มขม ๆ แล้ว กลิ่นหอมของกาแฟยังช่วยในการลดความเครียดได้ โดยงานวิจัยในปี 2021 พบว่าในคลินิกทันตกรรม ถ้ามีกลิ่นกาแฟระหว่างการทำฟัน คนไข้จะมีระดับ sAA (salivary α-amylase) และ sCort (cortisol) น้อยกว่าคนไข้ในห้องที่ไม่มีกลิ่นกาแฟ ซึ่ง sAA ถูกสร้างมากขึ้นเมื่อระบบประสาทซิมพาเทติก (sympathetic nervous system) ถูกกระตุ้น ส่วน sCort ถูกสร้างจากแกน HPA (hypothalamus-pituitary-adrenal axis) ที่ถูกกระตุ้นด้วยความเครียดสูง/ต่อเนื่อง ทำให้สารทั้งสองเป็นตัวบ่งชี้สภาวะความเครียดของคนไข้ อีกตัวบ่งชี้คือชีพจรและความดันโลหิต ที่คนไข้ในห้องที่มีกลิ่นกาแฟมีค่าเฉลี่ยของตัวบ่งชี้เหล่านี้ที่น้อยกว่า แสดงให้เห็นว่าสุคนธบำบัดของกลิ่นกาแฟทำให้คนไข้เครียดน้อยลงระหว่างการทำฟัน โดยไม่จำกัดแค่คนไข้ที่ชอบกาแฟมาตั้งแต่แรกเท่านั้น

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว อย่าลืมหากาแฟอร่อย ๆ ดื่ม (ในปริมาณที่เหมาะสม) นะคะ

Image.png

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏในบทความ เป็นเพียงสรุปเนื้อหาบางส่วนจากวารสารทางการแพทย์ที่ตีพิมพ์ใน PubMed และ the BMJ เท่านั้น หากสนใจ สามารถศึกษางานวิจัยเพิ่มเติมได้จาก

  • Torquati L, Peeters G, Brown WJ, Skinner TL. A Daily Cup of Tea or Coffee May Keep You Moving: Association between Tea and Coffee Consumption and Physical Activity. Int J Environ Res Public Health. 2018 Aug 22;15(9):1812. doi: 10.3390/ijerph15091812. PMID: 30135386; PMCID: PMC6163361.
  • Nigra AD, Teodoro AJ, Gil GA. A Decade of Research on Coffee as an Anticarcinogenic Beverage. Oxid Med Cell Longev. 2021 Sep 15;2021:4420479. doi: 10.1155/2021/4420479. PMID: 34567408; PMCID: PMC8460369.
  • Poole R, Kennedy OJ, Roderick P, Fallowfield JA, Hayes PC, Parkes J. Coffee Consumption and Health: Umbrella Review of Meta-analyses of multiple health outcomes. BMJ. 2017 Nov 22;359:j5024. doi: https://doi.org/10.1136/bmj.j5024
  • Ahsan F, Bashir S. Coffee Consumptions: Health Perspectives and Drawbacks. J Nutr Obes. 2019 Jul;2(1):101.
  • Pachimsawat P, Tangprasert K, Jantaratnotai N. The calming effect of roasted coffee aroma in patients undergoing dental procedures. Sci Rep. 2021 Jan 14;11(1):1384. doi: 10.1038/s41598-020-80910-0. PMID: 33446795; PMCID: PMC7809118.

และข้อมูลทางประวัติศาสตร์ สรุปเนื้อหาจากวารสารศิลปวัฒนธรรม สามารถศึกษาได้จาก

  • คเณศ กังวานสุรไกร. เส้นทาง “กาแฟ” จากพืช ถึงเครื่องดื่มทางศาสนา แล้วเป็นธุรกิจฮิตทั่วโลกได้อย่างไร. ศิลปวัฒนธรรม [อินเทอร์เน็ต]. 2552 [เข้าถึงเมื่อ 23 ต.ค. 2564]. เข้าถึงได้จาก: https://www.silpa-mag.com/history/article_8263

เรียบเรียงเมื่อ 23 ตุลาคม 2564 โดย: ณินญา บุญวรรณ